ภาพประกอบสามช่องแสดงนักเดินเขาบนเส้นทางภูเขา รถยนต์เดินทางไปเมืองเลห์ และผู้เดินทางเข้าที่พักใกล้ภูเขาสี่ดรุณี
th•September 28, 2026•13 min read

การท่องเที่ยวในพื้นที่สูง

Travel MedicineAltitude Illness

Read this article in English: High-Altitude Travel and Altitude Illness

หมายเหตุจากผู้เขียน

วิดีโอกล่าวถึงยา dexamethasone แต่ผู้เขียนไม่แนะนำให้ผู้เดินทางใช้ยานี้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้รับการประเมินและสั่งยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเดินทางหรือเวชศาสตร์พื้นที่สูง การใช้ยานี้ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี และไม่ควรใช้แทนการค่อย ๆ ขึ้นที่สูงหรือการลงจากที่สูงเมื่อมีอาการรุนแรง [1, 2]

กิจกรรมการเดินเขา หรือเดินทางไปชมภูเขาสูง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดเขาในต่างประเทศ ซึ่งมีปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่พบเฉพาะในพื้นที่สูงเท่านั้น หนึ่งในจุดหมายเดินทางที่มีผู้มาปรึกษาบ่อยคือ ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang; 四姑娘山)/ปี้เผิงโกว (Bipenggou; 毕棚沟)/จิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou; 九寨沟)/นครแชงกรีลา (Shangri-La City; 香格里拉市) ประเทศจีน, เมืองคุสโค (Cusco) ประเทศเปรู, เมืองเลห์ (Leh) ประเทศอินเดีย, เมืองลาปาซ (La Paz) ประเทศโบลิเวีย, เดินเขาในเส้นทาง Everest Base Camp (EBC) ประเทศเนปาล [0]

ไม่จำเป็นต้องเดินเขาจึงจะเกิดภาวะแพ้ที่สูงได้ ผู้ที่เดินทางขึ้นสู่จุดหมายในพื้นที่สูงด้วยรถบัส รถไฟ รถยนต์ หรือเครื่องบินก็มีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากขึ้นไปอย่างรวดเร็วและนอนค้างคืนที่นั่น [1]

ภาวะแพ้ที่สูง หรือ โรคแพ้ที่สูง หรือ โรคแพ้พื้นที่สูง (Altitude Illness)

เป็นชื่อโรคที่ยังไม่มีคำแปลที่เป็นภาษาไทยแบบเป็นทางการ ปัจจุบันการเรียกชื่อนี้ถอดความหมายมาจากสาเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเข้าใจความหมายผิดไป ซึ่งไม่ใช่โรคที่เกิดจากการกลัวความสูง หรือ สารก่อภูมิแพ้ [0]

พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 2,500 เมตรขึ้นไป [1, 2] ทำให้ปัญหานี้ไม่ได้มีอยู่ในเมืองไทย คนไทยจึงไม่คุ้นเคย [0]

สาเหตุ

เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัว (Acclimatization) ให้อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนเบาบางได้ ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย ฯลฯ ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น จนอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในรายที่ยังฝืนเดินทางขึ้นที่สูงต่อ และไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง [1, 2, 3]

การเกิดภาวะแพ้ที่สูง ไม่ได้ขึ้นกับ อายุ เพศ ความฟิตของร่างกาย ฯลฯ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่า [1]

อาการ

สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้ ดังนี้

ภาพสามช่องแสดงอาการแพ้ที่สูง: ช่อง AMS ผู้เดินเขาปวดศีรษะและคลื่นไส้ ช่อง HACE ผู้เดินเขาสับสนเดินเซโดยมีเพื่อนช่วยพยุง และช่อง HAPE ผู้เดินเขาหอบเหนื่อยขณะพัก
ภาพช่วยจำจากซ้ายไปขวา: AMS คล้ายเมาค้าง (hangover) · HACE คล้ายคนเมา (drunk) · HAPE คล้ายกำลังจมน้ำ (drowning) ในแง่อาการหอบเหนื่อย ภาพนี้เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ภาพสำหรับวินิจฉัยโรค
  • Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก โดยจะมีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทานได้น้อย และนอนไม่หลับ ลักษณะคล้ายอาการแฮงค์ หรือ อาการเมาค้าง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังจากขึ้นไปที่สูงประมาณ 4-10 ชั่วโมง ที่พบบ่อยคือเกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปที่สูง โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงมาก และร่างกายจะค่อย ๆปรับตัวได้เองภายใน 1-2 วัน ตามรายงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปที่สูงจะปรากฏอาการเหล่านี้มากถึงร้อยละ 20-30 จากจำนวนนักเดินเขาทั้งหมด [1, 2, 3]

  • High Altitude Cerebral Edema (HACE) หรือภาวะสมองบวมจากการอยู่ในพื้นที่สูง (พบได้น้อยในพื้นที่สูงน้อยกว่า 4,300 เมตร) เป็นภาวะที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ AMS โดยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง เดินเซ สับสน เห็นภาพซ้อน ลักษณะคล้ายคนเมาเหล้า ทำให้ไม่สามารถสังเกตอาการได้ด้วยตนเอง หากเป็นรุนแรงจนชัก หมดสติ อาจเสียชีวิตได้ ต้องเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที และรีบพบแพทย์ [1, 2, 3]

  • High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) คือภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง เป็นภาวะที่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเดี่ยว ๆ โดยไม่เกิดร่วมกับภาวะ AMS หรือ HACE ก็ได้ มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก อยู่เฉย ๆ ก็เหนื่อย พักแล้วไม่หายเหนื่อย ไอเป็นเลือด เสมหะสีชมพู นอนราบไม่ได้ ภาวะนี้อาจทำให้เสียชีวิตได้ ต้องเดินทางลงสู่ในพื้นที่ต่ำกว่าทันที และรีบพบแพทย์ [1, 2, 3]

ถ้าได้มีการพัก ร่างกายปรับตัวได้ดี มักจะไม่เกิดภาวะ HACE และ HAPE ต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเองและเพื่อนร่วมทางเสมอว่าเกิดอาการผิดปกติใดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 วันแรกหลังจากขึ้นไปที่สูง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรง [1]

ภาวะแพ้ที่สูงพบบ่อยแค่ไหนในผู้เดินทางชาวไทย

งานวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้าในผู้เดินทางชาวไทย 362 คนที่มารับคำปรึกษาก่อนเดินทางไปพื้นที่สูง พบผู้มีอาการ AMS 72 คน คิดเป็น อุบัติการณ์ 19.89% ในกลุ่มที่ศึกษา ในจำนวนผู้มีอาการ 27 คน (37.5%) เริ่มมีอาการตั้งแต่วันแรก และค่ากลางของเวลาเริ่มมีอาการคือ 2 วัน [4]

ผู้เดินทางห้าคนในชุดลำลอง หนึ่งคนสีเข้มจับศีรษะเพราะปวดหัว อีกสี่คนสีจางดูปกติ สื่อถึงผู้มีอาการ AMS ประมาณหนึ่งในห้าในการศึกษานี้
ภาพช่วยจำ: ประมาณ 1 ใน 5 คนในการศึกษานี้เกิด AMS (72 จาก 362 คน; 19.89%)
หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของกลุ่มผู้มารับคำปรึกษาที่เดินทางไปหลายจุดหมาย ไม่ใช่อัตราของผู้เดินทางชาวไทยทั้งหมด และการศึกษานี้ไม่ได้รายงานอุบัติการณ์ของ HACE หรือ HAPE [4]

ปัจจัยเสี่ยง

  • เคยเป็นภาวะแพ้ที่สูงมาก่อนในอดีต [1, 2, 3]

  • กลุ่มที่เปลี่ยนความสูงอย่างรวดเร็ว (Rapid ascent) จากพื้นที่ต่ำกว่า 1,200 เมตร ไปนอนพักค้างคืนบนพื้นที่สูงกว่า 2,750 เมตร โดยเฉพาะการเดินทางโดยใช้เครื่องบิน [1, 2]

    • เช่น บินจากกรุงลิมา (Lima) ไปยังเมืองคุสโค (Cusco) ประเทศเปรู หรือบินจากเมืองเฉิงตู (Chengdu) ไปยังเมืองลาซา (Lhasa) ประเทศจีน ที่สูงถึง 3,400 เมตร อาจทำให้เกิดภาวะแพ้ที่สูง ได้มากถึงร้อยละ 50 [1]
  • ผู้ที่เพิ่มระดับความสูงของการนอนมากกว่า 500 เมตรต่อวัน เมื่ออยู่บนพื้นที่สูงกว่า 3,000 เมตรขึ้นไป มักจะพบในกลุ่มนักเดินเขาในประเทศเนปาล [1, 2]

หลักการทั่วไปในการป้องกัน

ไม่มีวิธีการใดที่สามารถป้องกันการเกิดภาวะแพ้ที่สูงได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยวิธีดังนี้ [1]

  1. เลือกแผนการเดินทางที่ไม่ขึ้นสู่ที่สูงเร็วเกินไป [1, 2, 3]

  2. หลีกเลี่ยงการขึ้นไปนอนค้างคืนในที่สูงกว่า 2,750 เมตร ภายใน 1 วันจากพื้นที่ต่ำกว่า 1,200 เมตร [1]

  3. (หากทำได้) การนอนในที่สูง 2,450-2,750 เมตร เป็นเวลา 2-3 คืน ก่อนขึ้นที่สูงต่อจะช่วยลดความเสี่ยงได้ [1]

  4. เมื่ออยู่ที่สูงเกิน 3,000 เมตร

    • เพิ่มระดับความสูงของที่นอน ไม่เกิน 500 เมตรต่อวัน [1, 2]

    • พัก 1 วันเพื่อปรับตัว ทุกๆความสูงของที่นอนเพิ่มขึ้น 1,000 เมตร (เดินขึ้นได้ แต่กลับลงมานอนที่ความสูงเดิม) [1, 2]

  5. พักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ [2]

  6. ในบางรายมีความจำเป็นต้องใช้ยา Acetazolamide (ชื่อการค้า: Diamox) เพื่อช่วยในการปรับตัว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแพทย์ต้องพิจารณาแผนการเดินทาง มีข้อควรระวังในผู้ที่แพ้ยากลุ่มซัลฟา (Sulfa), มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ปลายนิ้วชา ปัสสาวะมากขึ้น ลิ้นรับรสผิดปกติไป และต้องเว้นระยะห่างจากยาพาราเซตามอลหรือไดโคลฟีแนค 30 นาที [1, 2, 3, 5]

สำหรับการเดินเขาหลายวัน ควรดูระยะทาง เวลาเดิน และความสูงที่ต้องไต่ขึ้นในแต่ละวัน เพื่อประเมินว่าร่างกายพร้อมสำหรับเส้นทางนั้นหรือไม่ อ่านเรื่องการประเมินความฟิตสำหรับ trekking

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: สมุนไพรจีน

“กินหงจิ่งเทียนแล้วป้องกันโรคแพ้ที่สูงได้”

ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ: หงจิ่งเทียน (红景天; Rhodiola) เป็นสมุนไพรที่มีผู้ใช้ก่อนเดินทางไปที่สูง แต่งานทดลองกับ Rhodiola crenulata ไม่พบว่าลดการเกิด AMS เมื่อเทียบกับยาหลอก และงานทบทวนการศึกษาก็ยังไม่พบผลป้องกันที่ชัดเจน จึงไม่ควรใช้แทนการค่อย ๆ ขึ้นที่สูงหรือการปรึกษาแพทย์เรื่องยาป้องกัน [6, 7]

หากเคยแพ้ยากลุ่มซัลฟา

การแพ้ยาซัลฟากลุ่มยาปฏิชีวนะไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ acetazolamide เสมอไป

แหล่งข้อมูลข้อควรระวังเรื่องแพ้ซัลฟา
CDC Yellow Book [1]ระบุว่าไม่พบการแพ้ข้ามระหว่างยาสองกลุ่มนี้ แต่ควรระวังเป็นพิเศษหากเคยแพ้ยาแบบ anaphylaxis หรือแพ้ยาหลายชนิด
แนวทาง WMS ปี 2024 [2]ระบุว่าผู้ที่เคยมี anaphylaxis ต่อยากลุ่ม sulfonamide หรือเคยมี Stevens–Johnson syndrome มีข้อห้ามใช้ acetazolamide ส่วนผู้ที่มีประวัติแพ้ซัลฟาแบบอื่นอาจพิจารณาทดลองยาภายใต้การดูแลก่อนเดินทาง
การศึกษาจากคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางในประเทศไทย [8]รายงานผู้เดินทางที่แจ้งว่าแพ้ซัลฟา 66 คน ในจำนวนนี้แพทย์ให้ acetazolamide 40 คนหลังประเมินลักษณะและความรุนแรงของประวัติแพ้ยา โดยไม่พบอาการแพ้ในกลุ่มที่ได้รับยา การศึกษานี้เป็นการทบทวนข้อมูลย้อนหลังในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จึงยังยืนยันความปลอดภัยสำหรับทุกคนไม่ได้

ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าเคยแพ้ยาอะไรหรือมีอาการรุนแรงควรให้แพทย์ประเมินประวัติก่อนใช้ยา

ข้อควรระวังเมื่อเดินทางถึงที่สูง

  • งดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 48 ชั่วโมงแรกเมื่อถึงที่สูง [1]

  • หากดื่มกาแฟหรือคาเฟอีนเป็นประจำ ควรดื่มต่อเนื่องเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจากการถอนคาเฟอีน ซึ่งอาจสับสนกับอาการปวดหัวจากความสูงได้ [1]

ภาวะที่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเดินทาง

  • โรคประจำตัว: โรคหัวใจ, หอบหืด, ปอดอุดกลั้นเรื้อรัง, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, โลหิตจาง, ธาลัสซีเมีย [0], เนื้องอกในสมอง, หลอดเลือดสมองโป่งพอง [1]

  • หญิงตั้งครรภ์ [1]

  • ผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดดวงตา, กระดูก, สมอง, ช่องท้อง ช่องอก, ปอด หรือหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่เป็นผู้ผ่าตัด [0]

การปฏิบัติตนเมื่อมีภาวะแพ้ที่สูง

ให้คำนึงว่าอาการอาจเกิดจากภาวะแพ้ที่สูง หรืออาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย สามารถปฏิบัติตนเบื้องต้นตามขั้นตอน ดังนี้ [2]

  1. ไม่ควรเดินทางไปยังพื้นที่สูงมากกว่าเดิม [1, 2] หากเดินทางเป็นกลุ่มอาจต้องให้เพื่อนเดินทางไปก่อน จนกว่าอาการดีขึ้น [0]

  2. ถ้าอาการปวดศีรษะไม่มาก แนะนำให้พัก สามารถทานยา paracetamol หรือ ibuprofen ได้ เมื่ออาการปวดศีรษะหายดีก็สามารถเดินทางขึ้นที่สูงต่อได้ [1, 2]

  3. ถ้ามีอาการมาก โดยเฉพาะปวดศีรษะรุนแรง, พูดจาสับสน, เดินเซ, นอนราบไม่ได้, ไอมีเสมหะสีชมพู หอบเหนื่อยอย่างรุนแรง ควรลงจากที่สูงทันที หาความช่วยเหลือ และรีบไปพบแพทย์ [1, 2, 3]

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: ออกซิเจนกระป๋องและ oxygen café

“พกออกซิเจนกระป๋องไว้ ถ้ามีอาการก็สูดแล้วเดินต่อได้”

“แวะร้านสูดออกซิเจน (oxygen café/oxygen bar) สักครู่ ก็ป้องกันหรือรักษาโรคแพ้ที่สูงได้”

ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ: แนวทาง WMS ระบุว่ายังไม่มีการศึกษาว่าการแวะร้านสูดออกซิเจนช่วงสั้น ๆ หรือการสูดจากกระป๋องช่วยป้องกันหรือรักษา AMS ได้ จึงไม่ควรพึ่งวิธีเหล่านี้เมื่อมีอาการ การแวะ oxygen café ไม่อาจสรุปได้ว่าเทียบเท่าการให้ออกซิเจนทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากมีอาการรุนแรงให้รีบขอความช่วยเหลือและลงสู่พื้นที่ต่ำตามคำแนะนำข้างต้น [2] อ่านเรื่องออกซิเจนกระป๋องจาก Thai Travel Clinic

อ่านต่อสำหรับผู้เดินทางที่ต้องวางแผนเพิ่มเติม

  • เดินทางพร้อมเด็ก: พาเด็กเที่ยวพื้นที่สูงอย่างไรให้ปลอดภัย
  • ผู้เดินทางเป็นเบาหวานชนิดที่ 1: เบาหวานชนิดที่ 1 กับการเที่ยวพื้นที่สูง — การเตรียมตรวจน้ำตาล อินซูลิน และแผนฉุกเฉิน

ปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางได้ที่ไหน

หากมีแผนขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว เคยมีภาวะแพ้ที่สูง หรือมีโรคประจำตัว สามารถปรึกษาแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวก่อนเดินทางได้

เอกสารอ้างอิง

  1. ความเห็นผู้ของผู้เขียนบทความนี้
  2. CDC. Yellow Book [Internet]. 2025 [cited 2025 Oct 10]. High-Altitude Travel and Altitude Illness.
  3. Luks AM, Beidleman BA, Freer L, Grissom CK, Keyes LE, McIntosh SE, et al. Wilderness Medical Society Clinical Practice Guidelines for the Prevention, Diagnosis, and Treatment of Acute Altitude Illness: 2024 Update. Wilderness & Environmental Medicine. 2024 Mar 1;35(1_suppl):2S-19S. doi:10.1016/j.wem.2023.05.013
  4. วัชรพงศ์ ปิยะภาณี, วศิน แมตสี่, พิมพ์พรรณ พิสุทธิ์ศาล, พรเทพ จันทวานิช. เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว. 2nd ed. เนติกุลการพิมพ์; 2568.
  5. Harnnavachok A, Poovorawan K, Pan-ngum W, Mansanguan C, Muangnoicharoen S, Piyaphanee W. Incidence and risk factors for acute mountain sickness among Thai travelers to high-altitude areas. JITMM Proceedings. 2018;7:45–50.
  6. CDC. Medication and Vaccine Interactions in Travel Medicine. Yellow Book. 2025.
  7. Chiu TF, Chen LLC, Su DH, Lo HY, Chen CH, Wang SH, et al. Rhodiola crenulata extract for prevention of acute mountain sickness: a randomized, double-blind, placebo-controlled, crossover trial. BMC Complementary and Alternative Medicine. 2013;13:298. doi:10.1186/1472-6882-13-298
  8. Luo H, Liao X, Tang Q, Wang Q. Traditional Chinese medicine for acute mountain sickness prevention: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of Traditional Chinese Medical Sciences. 2023;10(1):73–82. doi:10.1016/j.jtcms.2022.11.008
  9. Charoensakulchai S, Veeramanomai T, Wittayatechakul P, Punrin S, Piyaphanee W. Management of travelers to high altitude with self-reported sulfonamide allergy: experience from a travel clinic in Thailand. Journal of Travel Medicine. Published online 2026 Sep 16. doi:10.1093/jtm/taag084

อ่านเพิ่มเติมจาก Thai Travel Clinic

จัดทำโดย นายแพทย์ วิชชากร ปุณยกนก